2005/Sep/21

ยุคนี้ สมัยนี้ เป็นยุคของคนโกหก

อะไรต่อมิอะไรที่โผล่มาในสื่อ อิรุงตุงนังดีจัง

พอๆกับชีวิตของตัวเองในช่วงนี้มักมีอะไรให้ตื่นตัว-ตื่นเต้น หัวใจทำงานหนัก

เออ มีผู้ชายมาให้หัวใจกระชุ่มกระชวยก็ว่าไปอย่าง

นี่เรื่องงานเรื่องเรียน

นายโทร.มาให้ช่วยเร่งงานจะส่งศุกร์นี้ แต่ยังไม่เห็นในเมล์เลย <<ตกลงเอาไงฟะ?

จอยโทร.มาเร่งให้ไปเขียนใบสมัคร อาทิตย์ก่อนโน้นเข้าไปคุยกับพี่เชิดแต่ยังไม่ได้เขียนใบสมัคร เกิดความเข้าใจที่ผิดพลาดเล็กน้อย ก็นึกว่าจะให้คนอื่นทำแล้วนี่หว่า ซึ่งงาน Database ไม่ใช่Targetเลยอ่ะ แต่คิดว่าเป็นโอกาสที่ดี

เดือนหน้าคาดว่าจะวุ่นๆ กลางเดือนไปฮ่องกง ปลายเดือนไปพัทยา

เดือนพ.ย.อาจต้องไปเรียนภาษา3เดือนเตรียมสอบTU-GET, CU-TEPในต้นปีหน้า

พรุ่งนี้ของเวลาในประเทศไทยเป็นวันเกิดตูน ปีนี้เป็นปีที่๒แล้วที่ไม่ได้จัดงานวันเกิดให้ คนอยู่ทางโน้นก็คงเหงาและคิดถึงคนทางนี้ ไม่ต่างกัน

อีกครึ่งชั่วโมงต้องไปบ้านพี่อ้อมแถวดอนเมืองเพราะมีใครบางคนจะบินไป L.A. ก็เลยว่าจะฝากของขวัญไปให้ตูน

สุขสันต์วันเกิดนะ



edit @ 2005/09/21 10:03:06

2005/Sep/15

แวะไปบลอคของน้องนีนี่ จากคนบ้านเดียวกัน ก็เลยเห็นประโยคสะดุดตา

"ข่าวของพี่แหม่ม .. เจ้าหญิงเบนโล ทำไมไม่หยุดกันซักทีนะ"

ซึ่งตรงกับที่ติดใจ สงสัยคั่งค้างมาสองสามวัน

สืบเนื่องมาจากกรณีที่ช่องข่าว"อิสระ" ได้เปิดประเด็นให้คนทางบ้านส่งข้อความสั้นหรือที่เรียกติดปากกันว่า SMS เข้ามาทางรายการถึงประเด็นที่ว่า

"มีความคิดเห็นอย่างไรกับข่าวลือ แหม่ม แคทฯ คลอดลูกแล้ว"

แล้วจะไปมีความเห็นอื่นอย่างไรได้ ชาวบ้านชาวช่องก็ส่งข้อความด่า"เจ้าหญิง"กันไม่ยั้งเลย ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะเป็นข้อความคิดเห็นที่ไม่ต่างจากวันที่เธอประกาศแถลงข่าว

ไม่สมควรเป็นเจ้าหญิง บ้างละ

โกหก บ้างละ

อย่าคิดว่าฉันจะเปิดประเด็นนี้บนบลอคเพื่อถามหาความถูกต้อง เรียกร้องความน่าสงสารให้กับ"เจ้าหญิง"นะเนื้อความคิดเห็นจะเป็นในแง่ทางไหน ฉันไม่ได้ให้ความสำคัญ

เพราะไอ้ที่ติดใจมันมีอยู่ตรงที่ว่า ที่มาของข่าวลือที่ว่านั้นมาจากสื่อโลกเสมือน( Internet) ซึ่งจากระยะเวลาที่เกิดกระแสของข่าวลือนั่น คาดว่าไม่น่าจะเกิน๒๔ ชั่วโมง จริงอยู่ที่ข่าวลือพัดไวเสียยิ่งกว่าไฟเพลิง และอย่าลืมว่าพิษของข่าวลือวอดวายเสียยิ่งกว่าเพลิงไหม้หลายเท่าตัว

เย็นวันนั้นที่ฉันกำลังกินมื้อเย็นกับครอบครัว ประเด็นที่คิดได้ไงของช่องข่าว"อิสระ"ก็โผล่ขึ้นมากลางวงสนทนาบนโต๊ะอาหาร ทั้งพ่อและแม่ก็วิจารณ์กันพอหอมปาก >>ซึ่งโดยปรกติแล้วพ่อฉันแทบจะไม่ได้ใช้บริการInternetเลยก็ว่าได้ ยกเว้นเสียจากว่าต้องการหาข้อมูลเรื่องแหล่งท่องเที่ยว ซึ่งมันก็นานๆครั้ง ส่วนแม่ นั่นยิ่งแล้วใหญ่ ทุกวันนี้แกยังหาความแตกต่างระหว่างอีเมล์กับเวปไซต์ไม่ได้เลย (แม่เคยถามว่า ฉันมีเวปไซต์ชื่ออะไร แกจะให้เพื่อนส่งงานมาให้!)

พ่อกับแม่ของฉันต่างก็ได้รับสารข่าวลือนี้จากช่องข่าวที่ว่า ซึ่งก็ลองคิดดู ในจำนวนผู้คนที่ไม่ได้รับข่าวนี้จากสื่อInternet มีความเป็นไปได้สูงมากๆ ที่จะได้รับจากสื่อโทรทัศน์ ซึ่งไม่ต้องพูดถึงความน่าเชื่อถือที่มีมากกว่าด้วย ใครที่ไม่รู้ ที่นี้ก็ได้รู้กันทั่วประเทศเลย!

ติดใจที่สอง คำว่า"ข่าวลือ"

ถ้าช่องข่าวใหญ่โตเข้าใจคำว่า "ข่าวลือ" ทำไมไม่ตรวจสอบแหล่งข่าว ที่มาของข่าว เสียก่อนที่จะนำมาเป็นข่าว ให้เรียกได้ว่าข่าวนี้มีคุณค่าของความเป็นข่าว

เลยเป็นที่มาของความอยากรู้ว่า ตกลงช่องข่าวนั้น ต้องการจะสื่อข่าว หรือป่าวประกาศ หรือต้องการเม็ดเงินเป็นกอบเป็นกำจากการส่งข้อความของประชาชนกันแน่??

ประเด็นนี้ แม้แต่เด็กประถมก็รู้ว่าจะออกหัว หรือ ก้อย

ฝากข่าว

คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง จัดเสวนาหัวข้อ สงครามข่าวโทรทัศน์-สาระบันเทิงกับบทบาทของสื่อมวลชนที่ต้องทบทวน เชิญผู้ที่สนใจเข้าร่วมการเสวนาได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ในวันจันทร์ที่ ๑๙ กันยายนนี้ เวลา ๐๘:๓๐ - ๑๒.๐๐ ณ ห้องประชุมพวงแสด คณะมนุษย์ฯ อาคาร๒ ชั้น๒

** ในเรื่องข่าวลือนี้ที่ไม่เกี่ยวกับกรณีแถลงข่าว ฉันได้เห็นแค่สถานีเดียว ส่วนวันที่แถลงข่าวน่ะหรอ อูยยย รวยกันหลายช่องค่ะ

หวังว่าน้องนีนี่คงเข้าใจสัจธรรม

คนล้ม อย่าข้าม

แต่ให้เหยียบ ..เพราะธุรกิจมันหอมหวาน

KB*

2005/Sep/12

นาทีนี้คงไม่มีใครไม่รู้จัก จิตรลดา ตันติวานิชยสุข มือมีดที่บุกแทงนักเรียนหญิงโรงเรียน SJC

ย้อนกลับไปเมื่อเช้าวันศุกร์ที่ผ่านมาประมาณแปดโมงกว่าที่ฉันได้ทราบจากรายงานของทางช่อง 3 ความตื่นตระหนกเพิ่มมากขึ้นหลังจากที่ได้ข้อมูลเพิ่มว่าคนร้ายเป็นผู้หญิงภาพแรกของฉันที่จินตนาการไปก่อนหน้าถึงคนร้ายว่าเป็นผู้ชาย เหตุเพราะผู้ชายเป็นเพศที่มีความก้าวร้าว ดุดัน และอาจไหลเรื่อยไปจนถึงป่าเถื่อน

กลับมาเรื่องจิตรลดากันต่อ เมื่อผู้สื่อข่าวจากสำนักต่างๆรายงานว่าผู้ต้องสงสัยเป็นผู้หญิงแน่นอน ประเด็นแรกที่ผู้คนต่างก็สงสัยคือ เหตุใดเธอจึงกระทำได้อย่างเลือดเย็น เราต่างก็มักคิดว่าผู้หญิงจะมีฮอร์โมนของความเป็นแม่ จึงมีการวิเคราะห์วิจารณ์ถึงมูลเหตุจูงใจในการทำร้ายของหญิงสาวคนนี้ ว่าเธออาจจะเข้าข่ายของกลุ่มรักเพศเดียวกันในลักษณะรักข้างเดียว จนเกิดเป็นความหึงหวงหน้ามืดก่อเหตุอุกอาจอย่างเช่นกรณีที่นักเรียนหญิงไล่ยิงนักเรียนหญิงบริเวณป้ายรถเมล์ที่เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อเร็วๆ นี้บ้างก็ว่าเป็นคนสติไม่สมประกอบบ้าง คนบ้าบ้าง เข้าข่ายจิตเภท หรือวิกลจริต ก็แล้วแต่จะหยิบยกขึ้นมาวิจารณ์

สงครามสื่อย่อยๆก็เกิดขึ้นทุกสำนักข่าวต่างก็เร่งรายงานข่าว ตั้งแต่ข้อสันนิษฐานจากตำรวจ จากบุคคลใกล้ชิดของผู้ต้องสงสัย จนกระทั่งจับกุมคนร้ายได้ การวิเคราะห์ของแพทย์ เช้าวันนี้ก็ยังมีรายงานข่าวในเรื่องนี้อย่างต่อเนื่อง

สื่อเองก็แข่งกับเวลาและคู่แข่งต่างสำนัก จนเกิดความผิดพลาด บิดเบือนในการรายงานข่าวไปจากความจริง

ประเด็นที่ร้อนแรงคงไม่พ้นเรื่องที่ว่า จิตรลดาวิกลจริตจริงหรือไม่ ตำรวจออกมาแถลงว่าเธอไม่ใช่คนบ้าเพราะขณะก่อเหตุเธอมีสติรู้ทุกอย่าง มีการเตรียมการล่วงหน้า มีการหลบหนีและทิ้งของกลาง เนื่องจากกระแสสังคมต่างก็ต้องการให้เธอได้รับโทษให้สาสมกับที่เธอทำร้ายนักเรียนตัวน้อยๆที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่อย่างโหดเหี้ยม ตำรวจทำงานแทบตาย สุดท้ายเธอต้องเข้าโรงพยาบาลบ้า ประชาชนก็ด่า

อีกฝ่ายของคนที่ช่างสังเกต ในวันที่ตำรวจแถลงข่าวและได้เห็นโฉมหน้าของเธอนั้น ต่างก็วิจารณ์ถึงลักษณะที่ผิดปรกติจนเกือบจะทิ่มตาตำรวจอยู่แล้วว่า ทำไมเธอถึงมีใบหน้าเรียบเฉย ดวงตาเหม่อลอย ปราศจากความสะทกสะท้านใดๆ ทั้งยังมียิ้มแสยะแสดงถึงความสะใจ ไม่สำนึกผิดแม้แต่น้อย ซึ่งคนปรกติอย่างเราๆไม่ทำกัน บ้างก็ว่าไปถึงเครื่องแต่งกายของเธอ เสื้อสายเดี่ยวสีชมพูกับกางเกงขาสั้นสีดำที่ดูเหมือนเธอจะเรียกร้องความสนใจและเธอก็ประสบความสำเร็จ นาทีนี้ใครต่างก็รู้จักเธอ สื่อทุกฉบับทุกสำนักตีแพร่ภาพของเธอ ก็ว่ากันไปนั่น

แต่ประเด็นที่ทุกคนมองข้าม ในเมื่อครอบครัวของเธอ โดยเฉพาะคุณแม่เธอที่ให้สัมภาษณ์ผ่านทางโทรศัพท์ให้กับช่องหนึ่ง(หรือทุกช่องหว่า?)ก็รู้ดีว่าเธอมีความผิดปรกติถึงขนาดเคยเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลในด้านจิตเวชถึงหลายครั้งหลายครา แต่ไม่ได้เป็นการรักษาที่ต่อเนื่อง มีรายงานข่าวจากแพทย์ทางด้านจิตเวชว่าเธอเคยเป็นผู้ป่วยในของโรงพยาบาลในแผนกจิตเวชด้วยซ้ำ เมื่อครอบครัวรู้อย่างนี้แล้ว ทำไมถึงไม่ให้เธอรักษาตัวอย่างต่อเนื่องจนหายดีเป็นปรกติ และเหตุใดถึงปล่อยให้เธอใช้ชีวิตอยู่เพียงลำพังนานหลายปี

เป็นเวลาหลายปีที่จิตรลดาเธอดำเนินชีวิตเยี่ยงคนปรกติอยู่ในสังคมร่วมกับพวกเรา ทำไมไม่มีใครสังเกตุเห็นถึงความผิดปรกติใดๆเลย เธอเป็นคนวิกลจริต หรือแค่จิตเภท ซึ่งนั่นไม่ใช่ประเด็นสำคัญ เพราะที่ต้องพิจารณาคือมีคนจำนวนเท่าไหร่ที่มีอาการเหล่านี้ไม่ต่างจากจิตรลดา ใครบ้างที่รู้ตัวหรือไม่รู้ตัว คนเหล่านั้นเดินวนเวียนอยู่รอบๆคนทั่วไปในสังคมนี้หรือเปล่า วันดีคืนดีจะมีคนจิตเภทที่กำเริบอาการเกลียดขี้หน้าใครสักคนบ้างไหม มันเป็นการสุ่มเสี่ยงที่ไม่น่าตื่นเต้นเลยสักนิด

ภาวะความเครียด การฆ่าตัวตาย คนไข้จิตเภท เริ่มมีมากขึ้นอย่างน่าตกอกตกใจ สิ่งที่ดีที่สุดคงไม่ใช่เพียงแค่ระดมตำรวจจากทุกสารทิศมาเข้าเวรหน้าโรงเรียนโดยเฉพาะโรงเรียนเอกชนในช่วงที่สื่อกำลังจับตา แต่คงต้องมองกันให้ลึกถึงปัญหาของกรณีนี้ คนในสังคมต้องร่วมมือร่วมใจอย่าไหลไปตามกระแสของภาวะ"คนเมือง"

"ครอบครัว" เป็นจุดเริ่มของวัคซีนที่ดีที่สุดของอาการจิตเภททั้งหลาย ความอบอุ่นจะเป็นเกราะป้องกัน และครอบครัวยังเป็นปลายทางของความว้าเหว่ใดๆก็ตาม

ดูแล และหมั่นรักษาความผูกพันกันในครอบครัวเถอะ สังคมโลกจะสดใสขึ้นอีกเยอะ

**มีด คนร้าย เลือดเย็น และครอบครัว ..ไม่ได้มีความหมายโดยนัยแต่อย่างใด**

KB*